ข่าวเศรษฐกิจ

posted on 11 Jul 2008 10:45 by preeda491102064312
 
รับแรงกดดัน
 

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 ก.ค. ยังคงแกว่งตัวผันผวน ซึ่งอ่อนแรงและยืนแดนลบในช่วงเช้าถึงบ่าย ก่อนดีดตัวขึ้นเล็กน้อยช่วงท้ายตลาด โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 727.47 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 713.19 จุด จนมาปิดตลาดที่ 721.86 จุด เพิ่มขึ้น 0.73 จุด เพิ่มขึ้น 0.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขายไม่คึกคัก 13,369.10 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอปิดที่ 244.94 จุด ลดลง 0.02 จุด มูลค่าซื้อขาย 44.95 ล้านบาท
 
นายวีระชัย ครองสามสี ผอ.อาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยยืนในแดนลบช่วงเช้า เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศ อีกทั้งตลาดหุ้นสหรัฐที่ลดลงกว่า 230 จุด แต่ตลาดหุ้นไทยสามารถดีดตัวขึ้นได้ช่วงท้ายตลาด หลังมีกระแสข่าวว่านายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน จะมีการปรับ ครม.จึงส่งผลทางบวก
 
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทย มองว่า หากสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น ดัชนีอาจดีดตัวในระยะสั้นได้ หลังที่ผ่านมาปัจจัยการเมืองฉุดดัชนีร่วงลงมากกว่า 100 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 715-720 จุด แนวต้านที่ 730-750 จุด ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อดัชนีลดลง
 
ด้านบทวิเคราะห์ของโกลด์แมนแซคส์ ระบุว่า ให้ระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังสถานการณ์การเมืองไทย มาถึงจุดที่คาดเดาได้ยาก และไม่สามารถประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้.

อ่อนตัว
 

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 ก.ค. แกว่งตัวผันผวนในแดนลบตลอดทั้งวัน หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะการที่ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งจะตัดสินคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส่งผลให้บรรยากาศซื้อขายไม่คึกคัก ซึ่งระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 728.61 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 719.51 จุด จนมาปิดตลาดที่ 722.50 จุด ลดลง 8.06 จุด หรือ 1.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 11,325.42 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอปิดที่ 244.39 จุด ลดลง 2.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38.75 ล้านบาท
 
นายอดิศักดิ์ คำมูล ผอ.ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (มหาชน) มองว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในเอเชียที่มีทั้งบวกและลบ แต่ถือว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยลงมาลึกเพื่อรอปัจจัยทางการเมืองคลี่คลาย ทำให้ยังมีแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการเก็งกำไรในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าการเมืองจากนี้จะคลี่คลายในเชิงบวก หลังศาลฎีกาตัดสินคดีใบแดงของนายยงยุทธ
 
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ หากผู้ลงทุนตอบสนองคดีของนายยงยุทธ ในเชิงบวก ดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-15 จุด หรือไปทดสอบระดับ 730-735 จุด แต่หากเป็นเชิงลบ ดัชนีจะลดลงไประดับ 715-710 จุด นอกจากนี้เริ่มมีนักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นราคาถูก โดยดูจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี รวมถึงการคาดการณ์ผลกำไรไตรมาส 2 ที่น่าจะออกมาดี ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นบางตัวที่มีการจ่ายเงินปันผลในไตรมาส 2.

เก็งกำไร
 

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 มิ.ย. แกว่งตัวผันผวนตลอดทั้งวัน แต่คึกคักในช่วงเช้าเพราะมีแรงซื้อเก็งกำไรจำนวนมาก ส่วนช่วงบ่ายเริ่มเบาแรงลง โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 787.48 จุดลดลงต่ำสุดที่ 774.39 จุด จนมาปิดตลาดที่ 774.39 จุด ลดลง 4.03 จุด หรือ 0.52% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17,009.17 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 256.31 จุด ลดลง0.70 จุด มูลค่าซื้อขาย 162.26 ล้านบาท
 
นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผอ.อาวุโส บล.ยูโอบี มองว่า ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวค่อนข้างผันผวน โดยช่วงเช้ามีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ทำให้สามารถพยุงราคาหุ้นกลุ่มหลักไว้ได้ แต่ช่วงบ่ายเริ่มอ่อนตัวลงตามแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศบางส่วนที่เห็นว่าราคาหุ้นขึ้นไปในระดับที่เหมาะสมแล้ว อีกทั้งการที่ตลาดหุ้นภูมิภาคปรับฐาน และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าลดลง จึงฉุดหุ้นปตท.สผ. ให้ร่วงและส่งผลต่อทิศทางตลาด
 
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทย มองว่า การเร่งทำกำไรก่อนปิดงบการเงินอาจน้อยลงเนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ และแนวโน้มของตลาดสหรัฐเริ่มอ่อนตัวลง ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยลดลง   ไปด้วย โดยนักลงทุนจะรอดูผลการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ ซึ่งประเมินแนวรับไว้ที่ 765-767 จุด แนวต้าน 781-783 จุด ด้านกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นให้ทยอยขายทำกำไร ส่วนระยะยาวให้รอดูสถานการณ์ว่าจะมีการปรับ ครม.หรือไม่.

 

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 30 มิ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวนทั้งวัน และหัวทิ่มลงแรงในช่วงบ่าย ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลัก หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 781.97 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 765.51 จุด จนมาปิดตลาดที่ 768.59 จุด ลดลง 7.14 จุด หรือ 0.92% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 16,120.78 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 256.44 จุด เพิ่มขึ้น 0.85 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 92.04 ล้านบาท
 
นางสุภากร สุจิรัตนวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี มองว่า ตลาดหุ้นไทยยืนได้เล็กน้อยในช่วงเช้า หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่มีแรงเทขายทำกำไรอย่างหนักในช่วงบ่าย โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค
 
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 ก.ค.นี้ มองว่า ยังอยู่ในขาลงต่อ หลังตลาดปิดทำการในวันที่ 1 ก.ค. ที่เป็นวันหยุดประจำปีของธนาคาร เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยคาดว่ายังพุ่งสูงหรือในระดับ 8% ขึ้นไป ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง อีกทั้งจะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินแนวต้านที่ 780-790 จุด และแนวรับ 760-753 จุด ด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำขายทำกำไร และถือเงินสดเพื่อรอแนวรับดังกล่าว.

กังวลเงินเฟ้อ
 

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 30 มิ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวนทั้งวัน และหัวทิ่มลงแรงในช่วงบ่าย ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลัก หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 781.97 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 765.51 จุด จนมาปิดตลาดที่ 768.59 จุด ลดลง 7.14 จุด หรือ 0.92% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 16,120.78 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 256.44 จุด เพิ่มขึ้น 0.85 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 92.04 ล้านบาท
 
นางสุภากร สุจิรัตนวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี มองว่า ตลาดหุ้นไทยยืนได้เล็กน้อยในช่วงเช้า หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่มีแรงเทขายทำกำไรอย่างหนักในช่วงบ่าย โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค
 
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 ก.ค.นี้ มองว่า ยังอยู่ในขาลงต่อ หลังตลาดปิดทำการในวันที่ 1 ก.ค. ที่เป็นวันหยุดประจำปีของธนาคาร เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยคาดว่ายังพุ่งสูงหรือในระดับ 8% ขึ้นไป ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง อีกทั้งจะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินแนวต้านที่ 780-790 จุด และแนวรับ 760-753 จุด ด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำขายทำกำไร และถือเงินสดเพื่อรอแนวรับดังกล่าว.

ข่าวการเมือง

posted on 11 Jul 2008 10:43 by preeda491102064312
'สมัคร' ต้องกล้าสาบาน
 

ต้องยอมรับว่านายกฯ สมัคร สุนทรเวช เก็บอาการเก่งไม่เบา แม้จะถูกมรสุมรุมเร้าหลายเรื่อง แต่หลายครั้งหลายหนท่านก็ตีกรรเชียงเอาตัวรอดไปได้เรื่อย ๆ ล่าสุดเจอทั้งกรณี “ปราสาทพระวิหาร” หรือใบแดงซึ่งเกิดจากการกระทำของ “นายยงยุทธ   ติยะไพรัช” ท่านก็ยังไม่ยอมให้ความเห็นอะไร เพราะกลัวจะกลายเป็นการผูกมัดตัวเองในอนาคต
 
หรือจะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรือความจงใจของใครบางคน  อยู่ดี ๆ ก็มีข่าว เงินสินบนจำนวน 125 ล้านบาท ซึ่งทางอดีตผู้บริหารของบริษัทนิชิมัตสึ คอนสตรัคชั่นของญี่ปุ่นออกมาแฉว่าได้จ่ายให้กับคนไทยบางคน เพื่อแลกกับการได้รับสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอุโมงค์ป้องกันน้ำท่วมปี 2546 ในสมัยที่นายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
 
นายกฯ ของเราจึงคิดว่าช่วงนี้ ปิดปากให้เงียบ ไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุดกับโครงการป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ทำให้มีคนพูดในทำนองติดตลกกับผมว่า สงสัยนายสมัครจะ เป็นคนไม่ถูกโฉลกกับน้ำ ก่อนหน้าเคยมีปัญหาเรื่อง การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำอีกเหมือนกัน ล่าสุดยังต้องมาพัวพันกับเรื่องอุโมงค์ป้องกันน้ำท่วม
 
แต่ที่หลายคนเห็นตรงกันและคิดว่าน่าจะเป็นกับผู้นำรัฐบาลมากที่สุด คงเป็น เรื่องของน้ำลาย ซึ่งปะปนมากับคำพูด เพราะบางครั้งแทนที่จะพูดให้เกิดผลดีกับตนเอง กลับกลายเป็นผลร้ายเป็นส่วนใหญ่ เรื่องอย่างนี้ก็อยู่ที่ตัวคุณสมัครเอง คงไม่มีใครไปแนะนำท่านได้ เหมือนกับอย่างสำนวนที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”
 
ที่น่าเป็นห่วงหลังจากพรรคพลังประชาชนเผชิญกับปัญหาทั้ง กรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) กรณีปราสาทพระวิหาร หรือใบแดงที่แกนนำคนสำคัญของพรรคได้รับ จนอาจนำมาสู่การยุบพรรคนั้น มีกระแสข่าวออกมาในทำนองว่า บรรดาสมาชิกพรรคการเมืองนี้ จะเร่งผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ กันอีกครั้ง หลังจากขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาของสภา
 
แถมสมาชิกพรรคแกนนำรัฐบาลบางคน เสนอให้ยึดอำนาจตนเอง ด้วยซ้ำ ผมฟังแล้วอดเป็นห่วงและภาวนาอย่าให้มีใครบ้าจี้ลุกขึ้นมาทำตามข้อเสนอนี้ เพราะเชื่อได้เลยจะมีคน เรือนหมื่นเรือนแสนออกมาต่อต้าน การกระทำอย่างนี้แน่นอน ยิ่งถ้าหากจะไปลดทอนอำนาจตุลาการหรือจะไปแก้ผิดให้เป็นถูก คนเขารับไม่ได้ หรือถ้าอยากทำก็ลองเสี่ยงดู เผลอ ๆ จะได้รู้ว่า “นรก  มีจริง”
 
ผมยังดีใจด้วยซ้ำที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ล้มเลิกแนวความคิดที่จะเข้ารวบรวมประชาชน 20,000 รายชื่อให้ ถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่ง 2 คน ที่ออกคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดพื้นที่การจราจร เพราะถ้าทำเช่นนั้นจริงจะเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง ก็ในเมื่อพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคารพการตัดสินกระบวนการยุติธรรม แต่พอตนเองโดนมั่ง กลับจะไม่ยอมรับ
 
มาว่าถึง การหาทางออก ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ สมัครกันต่อ ผมขอเสนอทางออกให้ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจ ถ้าอยากให้พรรคพลังประชาชนคุมอำนาจรัฐไปจนถึงเดือน ต.ค. ปีนี้ เพื่อหวังผลในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารของเหล่าทัพ ต้องขอให้นายกฯ นอมินีลาออก จากตำแหน่ง และหาคนที่ไว้วางใจมาเป็นนายกฯ แทน
 
ถ้าจะไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัยแล้ว เชื่อเถอะคนเขารับไม่ได้ หรือ นายกฯ สมัครจะกล้าสาบาน ว่า ไม่รู้ไม่เห็นรายละเอียดในประเด็นปราสาทพระวิหาร เป็นฝีมือของคนชื่อ “นพดล ปัทมะ” เพียงลำพัง ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมคนหนึ่งจะยอมให้ท่านนั่งเก้าอี้บนตึกไทยคู่ฟ้าได้อีกต่อไป.

ลาออกหรือ'ไล่ออก'
 

8.ก.ค. 51 คงเป็นวันที่ นายกฯสมัคร สุนทรเวช จะต้องจดจำไว้ตราบเท่าที่ยังตัดสินใจเดินอยู่บนถนนการเมือง เพราะ  คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) กรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีปราสาทพระวิหาร และจะสะท้อนถึงวุฒิภาวะและความรับผิดชอบของคนเป็นผู้นำประเทศว่าจะเลือกตัดสินใจอย่างไร
 
หรือนายกฯจะโยนกรณีการทำแถลงการณ์ร่วมกับต่างประเทศ จนนำมาสู่การถูกวินิจฉัยว่าขัดกับกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ เป็นเรื่องของ รมว.ต่างประเทศ เพียงคนเดียว  แต่ถ้าหากใครลองไปตรวจสอบเส้นทางในการผลักดันการทำบันทึกร่วมของไทย-กัมพูชา คนชื่อ “นพดล” นำเรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง ในวันที่ 21 พ.ค., 27 พ.ค. และวันที่ 17 มิ.ย. 51
 
โดยเฉพาะการประชุม ครม.วันที่ 17 มิ.ย. 51 นายกฯสมัครยังได้หยิบยกกรณีการทำแถลงการณ์ร่วมไทยและกัมพูชา โดยสั่งการให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปปรับแต่งถ้อยคำ เปลี่ยนคำว่า “แผนที่” ให้เป็น “แผนผัง” เพราะมีความห่วงใยว่า การทำข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้เราต้องสูญเสียดินแดน รัฐบาลจึงต้องลดแรงกดดันปรับถ้อยคำในการทำข้อตกลงร่วมของทั้งสองประเทศ
 
ถ้าหากจะไปโยนความผิดพลาดทั้งหมดให้คนชื่อ “นพดล ปัทมะ” เพียงผู้เดียว ตามสามัญสำนึกของวิญญูชนที่มีฐานะและตำแหน่งในการบริหารประเทศ สมควรทำหรือไม่
 
ขอนำรายละเอียดที่ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิ การสำนักงานศาล รธน. มานำเสนอให้ได้รับทราบอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากพอสมควร  และอาจเป็นคดีหนึ่งซึ่งถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
 
“ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาลงวันที่ 18 มิ.ย. 51 มีลักษณะครบองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และเป็นไปตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 และที่ 33/2543 จึง เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190
 
 ส่วนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญด้วยมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเป็นหนังสือสัญญาตาม มาตรา 190 วรรคสองที่ ต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเสียงข้างน้อยคือนายเฉลิมพล เอกอุรุ ที่เห็นว่าแม้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเข้าข่ายหนังสือสัญญา แต่ไม่ต้องรับการเห็นชอบจากรัฐสภา  โดยคำวินิจฉัยจะมีผลทันทีหลังจากการลงมติ”
 
ได้ยินว่ารัฐมนตรีบางคนออกมาบอกว่า ครม. จะไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ภายหลังจากที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัยออกมา โดยจะรอให้ ส.ส. ดำเนินการตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า ส.ส. จำนวน 1 ใน 4 ก็ต้องยื่นเรื่องไปยัง ส.ว. เพื่อขอให้ถอดถอน ครม. เมื่อ ส.ว. พิจารณาแล้วก็จะส่งมาที่ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นหลัง ป.ป.ช. มีมติก็จะส่งกลับมาให้ ส.ว. อีกครั้งเพื่อให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ถอดถอน
 
ถ้าจะมีใครในคณะรัฐมนตรีเห็นว่าการทำบันทึกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่ได้ขัดกับกฎหมาย ผมอยากให้รัฐธรรมนูญมาตรา 270 มีผลบังคับใช้ ดูซักครั้งหนึ่ง
 
น่าเสียดายถ้ารัฐบาลตัดสินใจยุบสภา หรือลาออก หลังจากศาล รธน. อ่านคำวินิจฉัยเรื่องนี้ยังมีความสง่างาม และสะท้อนถึงความรับผิดชอบทางการเมือง
 
ในเมื่ออยากจะให้คนรวมตัวขับไล่ หรือรอให้ใช้กระบวน การทางกฎหมายเข้ามาดำเนินการก็ไม่ว่ากัน แต่ระวังจะ “ได้ไม่คุ้มเสีย”.

ฝันของคนชื่อ 'สมัคร'
 

เห็นอาการเริงร่าหลังจากผ่านญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แบบสบาย ๆ ผ่านมาเพียงไม่กี่วันในที่สุด “นายสมัคร สุนทรเวช” ก็กลับกลายมาเป็นคนเดิม ที่ดูเหมือนจะไม่เคยสนใจความเห็นของคนรอบข้าง หรือเข้าไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่ามีปัญหาอะไรบ้าง จนทำให้ถูกพรรคฝ่ายค้านซักฟอก ทั้งที่บริหารงานมาได้เพียงแค่ 4  เดือน
 
ดูเอาเถอะ แค่มีข่าวว่าบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล กดดันให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อแลกกับการออกเสียงไว้วางใจรัฐมนตรีบางคน สื่อยังตกเป็นจำเลยถูกกล่าวหาเป็นพวก “ยุให้รำ ตำให้รั่ว” ได้ยินได้ฟังอย่างนี้แล้ว อดเห็นใจบรรดานักข่าวหรือสื่อสารมวลชนไม่ได้ ใครจะถูกกล่าวหาหรือมีข่าวกระทบกับบรรดาผู้มีอำนาจครั้งใด จะตกเป็นจำเลยก่อนใครเพื่อนแทบทุกครั้ง
 
ถ้าหากนายกฯ จะคุยโม้โอ้อวดว่า การปรับเปลี่ยนบุคคลในรัฐบาลเป็น อำนาจของตนเพียงคนเดียว ใครจะมากดดันหรือมาต่อรองไม่ได้ ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมขอแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรอกครับ เพราะถ้าหากดูคะแนนเสียงไว้วางใจ นายกฯ และรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ได้คะแนนแบบท่วมท้น จะตกหล่นแค่ 1 หรือ 2 เสียงเท่านั้น
 
สะท้อนให้เห็นว่า บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเขาไว้ใจผู้นำรัฐบาลและเพื่อนร่วมงาน ประชาชนหรือคนนอกสภา จะพอใจหรือไม่พอใจ เป็น แค่เสียงนกเสียงกา บรรดานักเลือกตั้งไม่ต้องไปสนใจหรือหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น
 
ถ้าต้องปรับคณะรัฐมนตรี เดี๋ยว การทำงานของรัฐบาลจะสะดุด เพราะคนใหม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้งาน ผมยังนึกเสียดายด้วยซ้ำ เรื่องกัมพูชาจะขอจดทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก ถ้าหากนายกฯ เห็นว่า ครม.ทำถูกก็เดินหน้าไปเลย   ล่าสุดได้ยินว่าให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ช่องเอ็นบีที พูดในทำนองว่า ถ้าหากประชาชนว่าไม่ถูกต้อง จะไม่ผลักดันเรื่องนี้อีกต่อไป
 
พูดง่าย ๆ ว่า วันนี้นายสมัคร “เปลี๊ยนไป๋” กลายเป็นคนยอมงอ ไม่ยอมหัก เพราะรู้ดีว่าเรื่องปราสาทพระวิหาร ปลุกกระแสของความไม่พอใจคนไทย จำนวนไม่ใช่น้อย เพราะกลัวว่าเราต้องเสียดินแดน หรือใครจะว่าบอกว่าเรื่องนี้ทำให้นายกฯต้องกลืนน้ำลาย ก็คงไม่เป็นไร เพราะเป้าหมายของชายวัย 70 กว่าปี คือทำอย่างไรก็ได้ให้รัฐบาลอยู่ไปถึงเดือน ต.ค. ปีนี้
 
อย่าลืมว่าปีนี้จะมีนายทหารระดับ ผบ.เหล่าทัพเกษียณอายุราชการกันเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้น “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ถ้าหากรัฐบาลสามารถถูลู่ถูกัง จนอยู่ไปถึงช่วงแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร  คนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” จะมีโอกาสจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของเหล่าทัพ ในแง่ทางการเมืองถือว่ามีความหมายมาก
 
อย่าลืมว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” และมวลหมู่สมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิม ที่ปัจจุบันแฝงกายมาอยู่ภายใต้ “พลังประชาชน” ต้องมาสะดุดหยุดลง เพราะเหตุการณ์วันที่ 19 ก.ย. 49 วันนี้แม้จะดูเหมือนรัฐบาลคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไว้ได้เบ็ดเสร็จ แต่อย่าลืมว่า นายทหารหลายคนที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน เคยดำรงตำแหน่งใหญ่ใน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
 
ดังนั้นการจัดทำโผโยกย้ายนายทหารปีนี้จะมีความสำคัญมาก อำนาจการแต่งตั้งอยู่ที่ใคร คนนั้นจะมีสิทธิ วางทายาทไว้ใน เหล่าทัพ แม้ว่านายสมัครจะบอกว่า ขอเป็นนายกฯ ครั้งสุดท้าย แต่ในใจคงอยากทดแทนบุญคุณคนที่ผลักดันให้มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาล ดังนั้นการเข้าไปจัดระเบียบในกองทัพจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ
 
แกนนำพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่า เลือกตั้งครั้งหน้า จะอย่างไร คงคว้าชัยชนะ แบบนอนมา ไม่มีพระนำ เหลือแต่การวางเครือข่ายไว้ในกองทัพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา.

ข่าวอาชญากกรม

posted on 11 Jul 2008 10:36 by preeda491102064312
ธารน้ำใจช่วยตำรวจใต้ ปกป้องปฐพีด้ามขวานทอง
 

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้  เหตุการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องบาดเจ็บล้มตาย คนแล้ว คนเล่า แต่เหตุการณ์ก็ยังร้อนระอุขึ้นทุกวัน จนนับวันจะเป็นหนังชีวิตที่ไม่มีวันอวสาน
 
ขณะที่ เหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หลายพันชีวิตต้องถูกระดมลงไป เพื่อภารกิจที่ใหญ่หลวง โดยมี ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า จ.ยะลา หรือ ศปก.ตร.สน. ยะลา เป็นหน่วยงานหลักในการสั่งการการปฏิบัติในการปกป้องผืนแผ่นดินแห่งนี้ให้อยู่คู่เมืองไทยไปตลอดกาล แต่สังคมไทยจะรู้หรือไม่ว่า พี่น้องตำรวจเหล่านี้ ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บและพลีชีพ เพียงเพื่อต้องการสันติสุขคืนสู่ชาวแดนใต้ในเร็ววัน ดังคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
 
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการนำของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผช.ผบ.ตร./ผบ.ศปก.ตร.สน. ยะลา พล.ต.ท.ปัญญา เทียนศาสตร์ ผบช. ภาค 9 ร่วมกับ ศูนย์ประสานงาน กต.ตร.สตช. (ศป.กต.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ สมาชิกวุฒิสภา พล.ต.ท.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ผบช.ประจำ สง. ผบ.ตร. และ นายสุทิน บัวตูม โฆษก ศป.กต.ตร. ได้ร่วมกับ ชมรมเทียนชัยพัฒนา โดยการนำของ นายไตรเทพ ลีลาพจน์สัณห์ ประธานชมรมฯ และเหล่าสมาชิกชมรมฯ พยายามหาวิธีการเยียวยาช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ไฟใต้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมาโดยตลอด
 
โดยมีการจัด “โครงการมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ระหว่าง สตช. ร่วมกับ ชมรมเทียนชัยพัฒนา ขอรับบริจาคเงินจากเหล่าสมาชิกไปช่วยเยียวยาข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้น
ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ ศปก.ตร.สน. ยะลา จนได้ยอดบริจาคสูงถึง 1 ล้านบาท เพื่อไปช่วยพี่น้องข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
 
จากข้อมูล ศปก.ตร. สน.ยะลา รวบรวมสถิติของข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ในขณะลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้    ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน แยกดังนี้ สถิติของข้าราชการตำรวจที่ ได้รับบาดเจ็บ ปี พ.ศ. 2547 รวมทั้งหมด 182 นาย ปี พ.ศ. 2548 รวมทั้งหมด 181 นาย ปี พ.ศ. 2549 รวมทั้งหมด 180 นาย และ ปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งหมด 134 นาย
 
สถิติของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต ปี พ.ศ. 2547 รวมทั้งหมด 60 นาย ปี พ.ศ. 2548 รวมทั้งหมด 42 นาย ปี พ.ศ. 2549 รวมทั้งหมด 47 นาย และ ปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งหมด 35 นาย ล่าสุดจากสถิต ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-22 มิ.ย. 2551 มีข้าราชการตำรวจบาดเจ็บสาหัส 59 นาย บาดเจ็บไม่สาหัส 33 นาย และเสียชีวิต 20 นาย จากการรวบรวมสถิติทั้งหมด 5 ปี ข้าราชการตำรวจผู้กล้า ซึ่งลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 769 นาย เสียชีวิต 204 นาย
 
“เราในฐานะชาวไทยคนหนึ่ง ที่มีความเป็นห่วงในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงต้องเอาใจช่วยพ่อแม่พี่น้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ ให้ช่วยปกป้องรักษาผืนแผ่นดินแห่งนี้ให้อยู่เคียงคู่ลูกหลานตลอดไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกท่านจะพึงกระทำได้ คือการช่วยกันส่งกำลังใจ และ บริจาคทุนทรัพย์ ไปช่วยเหลือเยียวยาเหล่าเจ้าหน้าที่ ให้มีกำลังใจปกป้องหวงแหนในอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง ตลอดไป”.

'สมยศ' ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์บช.ก.
 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เป็นหน่วยงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีกองบังคับการสำคัญอยู่ในสังกัดหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็น กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)  กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.)  กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเด็กเยาวชนและสตรี (บก.ปดส.) กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) กองบังคับการทะเบียน (บก.ท.) กองบังคับการตำรวจรถไฟ (บก.รฟ.) กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (บก.ปศท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และ กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.)
 
ทุกหน่วยมีขอบเขตหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งยังต้องไปเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐและนโยบายของ สตช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่จะสามารถมานั่งกุมบังเหียนหน่วยงานแห่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีคุณสมบัติพิเศษรอบด้าน ทั้งงานบริหาร งานสอบสวน สืบสวนปราบปราม ที่สำคัญต้องสามารถประสานได้กับทุกฝ่าย
 
พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (นรต.31) คือผู้ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เลือกสรรแล้วว่ามีความเหมาะสมในทุกประการ จึงถูกวางตัวให้มานั่งขับเคลื่อนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อให้บรรลุนโยบายที่ได้วางไว้
 
พล.ต.ท.สมยศ ประกาศชัดเจนหลังเข้ารับตำแหน่ง ว่าภารกิจสำคัญอันดับแรก คือ การถวายอารักขาต่อพระบรมวงศานุวงศ์ด้วยความรอบคอบเคร่งครัดและรัดกุม นอกจากนี้การสนองกระแสพระราชดำรัสและพระราชเสาวนีย์ของในหลวงและพระราชินีในเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลายก็ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องเร่งปฏิบัติ
 
ส่วนงานด้านป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การก่อการร้ายสากล ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เยาวชนและสตรี การละเมิดสิทธิบัตร การหลอกลวงแรงงาน การก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาชญากรรมพื้นฐาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเป็นประเด็นที่ทำให้ต่างชาติใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองกับรัฐบาลไทยเวลาที่เราไปทำสัญญาทางการค้าหรือทำข้อตกลงร่วมกับต่างประเทศ จนเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ความมั่นคงของชาติทางด้านเศรษฐกิจและสังคมต้องสูญเสียไป จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งวางมาตรการป้องกันและกวาดล้างให้หมดสิ้น
 
ผบช.ก.กล่าวต่อว่าสำหรับงานด้านบริการประชาชนจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจทางหลวง ตำรวจรถไฟ ตำรวจน้ำ และตำรวจกองปราบปราม ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องพยายามบริหารภาพลักษณ์ขององค์กรด้วยการให้บริการอย่างจริงใจ
  
พล.ต.ท.สมยศ กล่าวถึงปัญหาเรื่องตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ หรือ รับส่วย ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของตำรวจมาทุกยุคทุกสมัย ที่ผ่านมามีคำสั่งลงไปยัง   ทุกกองบังคับการ ห้ามมีเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นส่วยบ่อน  ส่วยสถานบริการเริงรมย์ หรือส่วยสติกเกอร์ ถ้าไม่เชื่อ ฟัง แอบไปเดินเก็บกันอีก รับรองว่ามีปัญหากับ ผบช.ก. แน่นอน
 
ผบช.ก. กล่าวถึงการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัดบช.ก.ที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งโยกย้าย 26 คำสั่งว่า ผบ.ตร.มีนโยบายให้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากให้ขวัญและกำลังใจของกำลังพลเลวร้ายไปกว่านี้ ใครที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นก็ให้คงไว้แต่อาจให้ไปอยู่ในตำแหน่ง ประจำสักระยะแล้วค่อยแต่งตั้งใหม่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการพิจารณาในคำสั่งหน้านี้ เพราะจะไม่เป็นธรรมกับคนอื่น อย่างไรก็ตามข้อสรุปในเรื่องนี้น่าจะออกมาแบบกลาง ๆ ทุกคนได้ประโยชน์แต่ก็ไม่ถึงกับสูงสุด ส่วนใครที่ย้ายมาในระนาบเดียวกันก็ให้กลับไปทำหน้าที่ยังที่เดิม
 
“การแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ บช.ก.จะพิจารณาจากผลงานและความสามารถเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะเป็นเด็กของใครขอเพียงให้มีความตั้งใจจริงในการทำงานก็อยู่ด้วยกันได้ ผมจะ   ไม่ย้ายคนดีคนเก่งอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนอย่า กังวลในเรื่องนี้ผมรับรองว่าผมจะไม่ทำร้ายใคร” ผบช.ก. กล่าว.

ตำรวจชลบุรี!! กวาดล้างอาชญากรรม
 

ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายของ ฯพณฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ “รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด” โดยได้มุ่งลดปัญหาแพร่ระบาด ขจัดความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดทั้ง นโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ ผบช.ภ. 2 ได้สั่งการและเร่งรัดให้ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่างเฉียบขาด จริงจังและต่อเนื่องนั้น
 
ล่าสุด ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี โดย พล.ต.ต.บัณ ฑิต คุณจักร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้นำนโยบายที่ได้กำหนดและสั่งการมาถือปฏิบัติอย่างจริงจังให้เป็นรูปธรรมในการปราบปรามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และกลุ่มมิจฉาชีพที่ก่อเหตุในทุก ๆ ด้าน โดยกำหนดเป็นนโยบาย  “ปิดล้อมตรวจค้น เข้าชนทุกเป้าหมาย” มุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดเหตุ อันเป็นการกระทำในลักษณะเชิงรุก ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนถึงจะทำการตรวจค้น
  
ซึ่งหลังจากได้กำหนดเป็นนโยบายขึ้นมา ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี โดย พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์  ผบก.ภ. จว.ชลบุรี จึงได้มอบหมายและสั่งการไปยัง พ.ต.อ.จำนงค์  รัตนกุล รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.ธน  ยุติธรรมดำรง  รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.ไพรัช สุภาสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พ.ต.อ.อุดม จันทร์พิทักษ์ รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี ร่วมกับ ทุกสถานีตำรวจ (สภ.) ในสังกัด  หาข้อมูลจากแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติด แหล่งซุกซ่อน และจุดล่อแหลมในทุกพื้นที่ โดยกำหนดให้ สายตรวจและชุดสืบสวนหาข้อมูลและกำหนดจุดเป้าหมาย ที่ชัดเจนเพื่อทำการตรวจค้น โดยกำหนดให้ดำเนินการพร้อมกันทุก สภ.ในลักษณะปูพรม ซึ่งหลังจากได้นำนโยบายไปดำเนินการ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี  สามารถกวาดล้างตรวจค้นเป้าหมายจนจับกุมและตรวจยึดได้ของกลางเป็นจำนวนมาก เช่น
 
วันที่ 10 เม.ย.  2551 พื้นที่ สภ.บ่อทอง และ ศตส.ภ.จว.ชลบุรี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน พร้อมของกลางเป็นกัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 300 กิโลกรัม
 
วันที่ 2 พ.ค. 2551 พื้นที่ สภ.พานทอง และ สภ. บางละมุง สามารถจับกุมผู้ต้องหา 8 คน ของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 2,157 เม็ด กัญชาแห้ง 1 ห่อ อาวุธปืน 1 กระ บอก เครื่องกระสุนปืน 2 นัด และตรวจยึดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตราการฯ ได้รวมมูลค่า 3,330,000 บาท
 
วันที่ 6 พ.ค. 2551 พื้นที่ สภ.เมืองชลบุรี สภ. พานทอง สภ.แสนสุข และสภ.บ้านบึง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 41 คน พร้อมของกลางเป็น อาวุธปืน  17 กระบอก  เครื่องกระสุนปืน 304 นัด ยาบ้า 848 เม็ด ยาไอซ์ 1 ถุง รถ จยย. 2 คัน เลื่อยยนต์  3 เครื่องธนบัตรปลอม 1 ใบ (1,000 บาท) และเงินสดจำนวน 91,320 บาท
 
วันที่  16  พ.ค.  2551  พื้น ที่ สภ.ศรีราชา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 34 คน พร้อมของกลางเป็น ยาบ้า  1,065  เม็ด กัญชา 3  ห่อ อาวุธสงคราม (ปืนอาก้า) 1 กระบอก อาวุธปืนสั้น 6 กระบอก เครื่องกระสุนปืน 44 นัด และเงินสด  7,860  บาท
 
วันที่ 17 พ.ค. 2551 พื้นที่ สภ.พัทยา นำโดย พ.ต.อ.พนดล วงน้อม ผกก.สภ.พัทยา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้  113  คน  พร้อมของกลางเป็น รถ จยย. 9 คัน อาวุธปืน 4 กระบอก ยาบ้า 187 เม็ด  ยาไอซ์ 8 ถุง (4 กรัม) เฮโรอีน 2 ถุง ยาเค 2 ห่อ และกัญชา 3 ห่อ และล่าสุด สภ.พัทยา สามารถจับกุม นายบุญชัย หรือเจียบ ปานคง อายุ 20 ปี ได้พร้อมของกลางเป็น ยาบ้า อีกจำนวน 2,757 เม็ด และอาวุธปืนพกขนาด 7.65 มม. พร้อมกระสุนปืน 23 นัด ได้ที่บริเวณห้างดังย่านพัทยา
  
พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี  กล่าวว่า จากการตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติดในส่วนของ ภ.จว.ชลบุรี นั้นสามารถ  ยึดทรัพย์สินมาทำการตรวจสอบได้เป็นเงิน  16,497,720 บาท ซึ่งในการปฏิบัติการในครั้งนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้รับการร่วมมือและสนับสนุนจาก ท่านประชา เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มาโดยตลอดทั้งในด้านงบประมาณและความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองท้องถิ่น จนทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการกวาดล้างจับกุมได้.

สืบ 2 เฉียบรวบฆาตกรหื่น
 
ฆ่ารัดคอเด็ก 7 ขวบไม่ถึง 24 ชม.

เหตุการณ์ฆาตกรรมข่มขืน โดยเฉพาะเหยื่อที่ตกเป็นเด็ก สร้างความเศร้าสลดใจต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จิตแพทย์ หรือหน่วยงานด้านสังคม พยายามหาวิธีการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำรอยขึ้นอีก แต่วนเวียนของความชั่วร้าย เกี่ยวกับคดีฆ่าหื่นกามเด็ก ก็ยังหนีไม่พ้นในสังคมไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สุธิชัย วิโรจน์ พงส.(สบ2) สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับแจ้งเหตุเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ถูกฆ่ารัดคอเสียชีวิต ภายใน “เปี๊ยก แมนชั่น” เลขที่ 129/145-148 ซอยแจ้งวัฒนะ 10 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ จึงพร้อม พล.ต.ต. วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผบก.น.2 พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สส.บก.น.2 ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ภายในห้องเลขที่ 122 ชั้น 2 พบภาพสลดที่เจ้าหน้าที่เห็น คือ ศพ ด.ญ.ระวีพรรณ ทองใบ หรือ น้องพลอย อายุ 7 ขวบ สภาพศพนอนหงายอยู่บนที่นอน ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงขาสามส่วน

ขณะที่สภาพศพ ลำคอมีสายไฟของเครื่องหนีบผมไฟฟ้ารัดคอเป็นปมเงื่อนตายแน่นจนลิ้นจุกปาก ใบหน้าด้านขวามีรอยขีดข่วน ที่อวัยวะเพศมีเลือดออกจนคราบเลือดติดเปรอะที่นอน แพทย์สันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง สาเหตุมาจากขาดอากาศหายใจ ส่วนจะมีการข่มขืนหรือไม่คงต้องให้แพทย์นิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องพักไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นแต่อย่างใด ส่วนที่หน้าต่างติดกับประตูห้องพบว่า กระจกบานเกล็ดถูกถอดหายไป และที่มุ้งลวดมีรอยขาดทะลุคาดว่าวายร้ายใช้มือลอดไปเปิดลูกบิดประตู จึงให้เจ้าหน้าที่เก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวน นางพรรณไพลิน ศรีนคร อายุ 25 ปี แม่ของน้องพลอย ให้การทั้งน้ำตานองหน้าว่า ตนมาพักอยู่ที่ห้องที่เกิดเหตุได้ 2 เดือนแล้ว ส่วนลูกสาวเพิ่งมาอยู่กับตนได้เพียง 1 เดือน เนื่องจากก่อนหน้านี้ให้ลูกสาวพักอยู่กับตา ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเวลา 1 ทุ่ม วันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนออกไปทำงานที่ร้านคาราโอเกะปล่อยให้ลูกสาวอยู่คนเดียวที่ห้อง จนกระทั่งเช้าตนกลับมาถึงห้อง เห็นความผิดสังเกต เพราะประตูห้องถูกเปิดทิ้งไว้ พอเข้าไปในห้องเห็นลูกสาวนอนห่มผ้าตามปกติ เลยบอกลูกว่า น้องพลอยแม่กลับมาแล้วนะ แต่ลูกสาวเงียบ จึงไปเปิดผ้าห่มดูพบว่าลูกสาวเสียชีวิตแล้ว ตนตกใจมากจึงรีบวิ่งลงมาให้แม่ค้าขายบะหมี่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ

ต่อมา พ.ต.อ.สรรค์ห กิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สส.บก.น.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง ได้มีการประชุมอย่างเคร่งเครียด ซึ่งจากการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ต่างฟันธงว่า คนร้ายอาจจะเป็นวัยรุ่นในจุดเกิดเหตุ ลักลอบเข้ามาในตอนดึกไม่มีใครเห็นแล้วงัดกระจกบานเกล็ดแผ่นล่างสุดออก ก่อนจะใช้มือดันมุ้งลวดจนทะลุล้วงมือเข้าไปปลดล็อกประตูด้านในเข้าไปเพื่อข่มขืนน้องพลอย เสร็จแล้วจึงใช้สายไฟฟ้าจากเครื่องหนีบผมไฟฟ้ารัดคออย่างโหดเหี้ยม จนเด็กเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป

จนในที่สุด ชุดสืบสวนที่ทำงานประสานกันอย่างมีระบบ ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อตามจับกุมนายอำนาจ หรือบู เต่าทอง อายุ 21 ปี พนักงานขายรถในเต็นท์มือสอง ย่านหลักสี่ ตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ พ.1171/2551 ลงวันที่ 4 พ.ค. 51 ในข้อหาบุกรุก กระทำการอนาจาร ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า เป็นฆาตกรโหดที่ลงมือ ใช้เวลาไล่ล่าแกะรอยไม่ถึง 24 ชม.

จากการปริปากรับสารภาพของ นายอำนาจ ว่า หลังจากที่ดื่มสุราแล้วกลับมาที่ห้องพักก็พบว่าน้องพลอยนอนอยู่เพียงลำพังจึงได้ใช้มือล้วงเข้าไปที่บานเกล็ดแต่ถูกน้องพลอยใช้ไม้ตีมือทำให้ตนดันมุ้งลวดจนหลุดแล้วปลดล็อกประตูก่อนจะเข้าไปในห้องลากน้องพลอยไปที่เตียงแล้วพยายามจะข่มขืน

แต่เด็กพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ ตนจึงใช้ผ้าและหมอนปิดปากไว้ จากนั้นพยายามจะข่มขืนแต่สอดใส่อวัยวะไม่ได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนมาใช้นิ้วแล้วช่วยตัวเองจนสำเร็จความใคร่ แต่หนูน้อยได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ด้วยความกลัวจึงใช้สายไฟจากเครื่องหนีบผมรัดคอจนเสียชีวิต แล้วใช้ผ้าห่มคลุมไว้ก่อนจะเดินออกมานอนที่ห้องตัวเอง ก่อนถูกรวบตัวชดใช้กรรม จึงเป็นความสำเร็จของการ บูรณาการทำงานระหว่างท้องที่ และกองสืบ

ขณะที่ นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย ผลการศึกษาปัญหาอาชญากรรมมวลรวม ว่าได้นำข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2549 มีสถิติคดี จำนวน 401,250 ราย ในปี พ.ศ. 2550 จำนวน 423,253 ราย โดยการเพิ่มขึ้นของจำนวนอาชญากรรมในปี 2550 ที่เพิ่มขึ้นจาก ปี 2549 จำนวน 22,003 ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.48 ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบจำนวนอาชญากรรม ในปี 2550 กับปี 2548 (ในรอบ 2 ปี) พบว่ามีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นจำนวน 49,789 ราย หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.33

ส่วนเกี่ยวกับเพศ การข่มขืนและฆ่าในปี 2549 เกิดขึ้น 6 ราย ปี 2550 เกิดขึ้น 8 ราย คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3 การข่มขืนกระทำชำเรา โดยในปี 2550 มีการข่มขืนกระทำชำเรา จำนวน 5,155 ราย คิดเป็นการข่มขืนกระทำชำเราเฉลี่ยวันละ 14 ราย หรือ ประมาณในทุก ๆ 2 ชั่วโมงจะมีเหตุข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้น 1 ราย ส่วนปัจจัยของการเกิดเหตุข่มขืนกระทำชำเราในยุคนี้ พบว่ามีการยั่วยุทางเพศ ด้วยมีสื่อลามกอนาจารเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตที่แพร่ภาพยั่วยุได้รวดเร็ว กว้างขวาง การทำแผ่นหนังซีดีลามก และกระจายสินค้าทำได้ง่าย ขายคลองถม สะพานควาย สีลม ฯลฯ การเผยแพร่การ์ตูนลามก

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กเยาวชน นับแล้วนับเล่า คงจะไม่หายไปจากประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถช่วยให้สิ่งเหล่านี้ลดน้อยลงได้ คือ การเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะสังคมครอบครัวต้องมีความเข้มแข็ง ดูแลเด็กเยาวชน ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อบ้านเรา.
เยียวยาหัวใจ-สร้างภูมิต้านทาน 'เหยื่อไฟใต้' ผู้เสียสละของชาติ
 

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังเป็นมะเร็งร้ายที่คอยกัดกร่อนความมั่นคงของประเทศที่แก้ไม่จบสักที แม้บาง       ช่วงเวลาความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจดูทุเลาลงไปบ้าง จนหลาย    ฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหาร ตลอดจนหน่วยงานความร่วมมือต่าง ๆ             ที่ร่วมรับผิดชอบพิทักษ์ชายแดนไทย คลายความกังวลได้พอสมควร แต่จนแล้วจนรอดสถานการณ์ฆ่ารายวันระลอกใหม่ของขบวนการโจรใต้ก็กลับมาอีกครั้ง ทั้งถล่มหน่วยเลือกตั้ง อบจ.        ฆ่าตำรวจคุมหน่วย กราดอาก้าฆ่าคนงานก่อสร้าง 5 ศพ แม้กระทั่งฆ่าอำมหิต จ่อยิงสายข่าวแล้วตอกตะปูตรึงศพไว้กลางถนน ย่อมเป็นการสะท้อนได้ดีว่า กลุ่มขบวนการโจรใต้นี้ ไม่เลิกราวี
 
ในความไม่สงบของปัญหาที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า สถานการณ์เฉกเช่นนี้ย่อมต้องมีผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กลุ่มผู้มีหน้าที่พิทักษ์ปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทยโดยตรง มิให้เกิดความร้าวราน เพียงเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวนั่นก็คือ “รวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทย”
 
และกลุ่มคนดังกล่าวย่อมหลีกหนีไม่พ้น ข้าราชการตำรวจ ทหาร พลเรือนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจรักในผืนแผ่นดิน และเพื่อความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยของเหล่าประชาชนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่    ดังกล่าว แต่วันนี้ชีวิตของพวกเขาต้องมลายไป เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้น ก้าวต่อไปของครอบครัวผู้สูญเสียเสาหลักของครอบครัวจะเป็นอย่างไร กำลังจากการเยียวยาหัวใจ จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขาได้ดีที่สุด และแน่นอนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ทอดทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน
 
ในการนี้ทาง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์     สุวรรณ รรท.ผบ.ตร. ได้มอบให้ พล.ต.ท.วุฒิ          พัวเวส ผช.ผบ.ตร.ปอ1 ประธานกองทุนด้วยรักและห่วงใย นำคณะเพื่อนข้าราชการตำรวจ ภาคเอกชน และประชาชน สมาชิกกองทุนด้วยรักและห่วงใย ซึ่งได้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสนับสนุน    ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ข้าราชการตำรวจ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการมอบทุนการศึกษาใน 4 จังหวัด คือ นราธิวาส 33 ทุน ยะลา 47 ทุน ปัตตานี 45 ทุน และสงขลา 37 ทุน โดยทุนการศึกษาที่มอบให้นั้น ได้รับการอนุเคราะห์จากสมาชิกกองทุนด้วยรักและห่วงใย โดยนายทัศนัย วันคง ผู้จัดการจตุจักรพลาซ่าได้มอบเงินสมทบช่วยเหลือ 200,000 บาทด้วย 
 
นางอาซือยะ บินดาโอ๊ะ ภรรยา จ.ส.ต.นุห์บินดาโอ๊ะ บินดาโอ๊ะ ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตำรวจที่ถูกขบวนการโจรใต้ลอบยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กล่าวว่า ครอบครัวตนเองภายหลังสูญเสียเสาหลักของครอบ     ครัวไป ความเป็นอยู่ก็ลำบากมาก เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดู       ลูก ๆ ทั้ง 5 คน ตกมาอยู่ที่ตนเองหมดเลย ต้องกู้เงินมาเพื่อเป็นค่าเทอมลูก ๆ อีกทั้งต้องลาออกจากการเป็นวิทยากรของศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานที่นราธิวาสด้วย เพราะตนเองก็ถูกลอบยิง   ลอบวางระเบิด ทั้งแจกใบปลิว ให้ตนเองเลิกยุ่งเกี่ยวกับทางราชการ หากไม่เชื่อก็จะถูกฆ่าทิ้งแบบสามี
 
“มันเจ็บปวดมาก น้อยใจเป็นเมียตำรวจผิดตรงไหน อยากร้องไห้ แต่ก็จำต้องเก็บความทุกข์ไว้ในใจ ไม่ให้ลูกเห็นความอ่อนแอ กลัวลูก ๆ ไม่มีกำลังใจในการเรียน ที่เราอยากให้ความรู้ลูกมาก ๆ เพราะเราไม่มีสมบัติให้ลูก ตอนนี้รสชาติความตายเรารู้แล้ว เรากลัวอดมากกว่า อย่างน้อยสามีตายที่นี่ ก็อยากจะตายที่นี่ด้วยเหมือนกัน อยากปกป้องดวงใจดวงน้อย ๆ 5 ดวงให้ถึงฝั่งฝัน โดยความหวังของเราก่อนจะตาย อยากเห็นว่าที่ ร.ต.ต.หญิง นูรนาเดีย บินดาโอ๊ะ ลูกสาวคนโต ได้เป็นตำรวจที่ดีของประชาชน ให้ครึ่งหนึ่งในชีวิตตำรวจของพ่อ อยู่ในชีวิตของตัวเขาตลอดไป ที่สำคัญอยากให้ครึ่งหนึ่งของหัวใจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คิดถึงแนวหน้าแบบพวกเราบ้างก็ดี” นางอาซือยะ กล่าวด้วยความเศร้าโศกกับชะตากรรม 
 
น.ส.ภัสสร วาแวนิ ลูกสาว ด.ต.ยูโซะ วาแวนิ ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ตำรวจที่ถูกลอบยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพักของตนเองในจังหวัดยะลา กล่าวว่า ตั้งแต่ที่พ่อถูกยิง ครอบครัวลำบากมาก สงสารแม่ที่ต้องเหนื่อยหาเลี้ยงลูก 4 คน เพราะแม่เหนื่อยมาก แม้ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างที่สูญไปมันไม่เหมือนเดิม
 
“ในครอบครัวเวลาลำบาก ก็กอดกันร้องไห้เสมอ ตอนนี้ได้รับทุนจากกองทุนด้วยรักและห่วงใยก็ดีใจ เพราะได้รับรู้ว่ายังมีกลุ่มคนที่ยังไม่ลืมเรา เพราะพ่อเราเป็นแนวหน้า ตนสัญญากับแม่ว่าจะตั้งใจเรียนให้มากที่สุด อนาคตหากเป็นไปได้ก็อยากเป็นตำรวจแบบพ่อ อยู่ในพื้นที่ยะลาแบบพ่อ อยากให้เกิดความสงบสุข ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก เพราะตอนนี้เดือดร้อนมากพอแล้ว ที่สำคัญพ่อตายที่นี่ ศพก็ฝังอยู่ที่นี่ หากต้องตายก็อยากจะฝากชีวิตไว้ที่นี่”  น.ส.ภัสสร กล่าวทั้งน้ำตา
 
นอกจากการมอบทุนการศึกษาดังกล่าว ทางคณะ พล.ต.ท.วุฒิ ได้ออกเยี่ยมเยียนข้าราชการตำรวจ ทหาร และพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ โดยได้เข้าเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ทั้งที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์จังหวัดสงขลา พร้อมได้มอบทุนจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ประสบภัยดังกล่าว เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า ผู้ที่อยู่ในแนวหลัง         จดจำ ระลึกถึงพวกเขาเสมอ ไม่มีวันลืม ไม่มีการทอดทิ้ง เป็นการเยียวยาหัวใจ เสริมสร้างภูมิต้านทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยังแนวหน้า เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินขวานทองให้ดำรงคงอยู่อย่างมิมีแตกสลายชั่วนิรันดร์.